ผนึกภาคีทุกภาคส่วน  แถลงความสำเร็จ “เอามื้อสามัคคี” ใน “รวมพลังตามรอยพ่อฯ” ปี 5

ผนึกภาคีทุกภาคส่วน แถลงความสำเร็จ “เอามื้อสามัคคี” ใน “รวมพลังตามรอยพ่อฯ” ปี 5

ข่าวประชาสัมพันธ์โครงการปี 5

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พร้อมพันธมิตรทุกภาคส่วน แถลงผลสำเร็จของโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปี 5 ภายใต้แนวคิด “แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี” ผ่านการจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี หรือ การลงแขกใน 4 พื้นที่เป้าหมาย เพื่อสร้างต้นแบบความสำเร็จในลุ่มน้ำต่าง ๆ ซึ่งมีสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกัน ตามแนวทางศาสตร์พระราชา และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยนำบทสรุปของโครงการตลอด 5 ปี มาร่วมแบ่งปันแรงบันดาลใจและส่งต่อองค์ความรู้ ให้คนเมืองได้ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหยุดท่วม หยุดแล้งอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการจัดการ ดิน-น้ำ-ป่า-คน ให้คงอยู่ต่อไป

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “โครงการ ‘พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน’ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2556 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งบริเวณลุ่มน้ำป่าสัก จึงเกิดการร่วมมือกันของ 7 ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคศาสนา และสื่อมวลชน เพื่อรณรงค์ให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชนถึงความสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ด้วยแนวทางศาสตร์พระราชาทั้งในเรื่องของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้แนวคิดโคก หนอง นา โมเดล ตามลักษณะภูมิสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การแก้ปัญหา หยุดท่วม-หยุดแล้งในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน ทั้งมุ่งหวังให้ลุ่มน้ำป่าสักเป็น ‘ต้นแบบ’ ในการจัดการดิน น้ำ ป่า ให้เกิดการขยายผลไปยังลุ่มน้ำต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งโครงการฯ ได้ดำเนินงานมาจนถึงปีที่ 5 จากที่มีเป้าหมายรวม 9 ปี เกิดผลสัมฤทธิ์ที่น่าพึงพอใจ สามารถรณรงค์เผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาออกไปตามพลวัตรการขับเคลื่อนของโครงการฯ สร้างคนมีใจ สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง จนสามารถสร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชาในหลายภูมิภาคมากขึ้นเรื่อย ๆ จนขณะนี้โครงการฯ สามารถขยายเครือข่ายออกไปถึง 24 ลุ่มน้ำแล้ว เป้าหมายคือ ครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันผลักดันต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการหยุดท่วม-หยุดแล้งอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ” 

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “โครงการฯ ในปีที่ 5 ดำเนินงานภายใต้แนวคิด ‘แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี’ โดยนำวิถีดั้งเดิม ‘เอามื้อสามัคคี’ หรือ ลงแขกตามประเพณีไทย ซึ่งเป็นการรวมพลังผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้ได้ทั้งแรงงานและการแลกเปลี่ยนความรู้ มีเป้าหมายจัดกิจกรรมตามแนวคิด ‘โคก หนอง นา’ โมเดล ใน 4 พื้นที่ 4 จังหวัด ก็เพราะต้องการให้แต่ละพื้นที่เป็นต้นแบบในแต่ละภาคและแต่ละภูมิสังคม อย่าง สจล. คือ ตัวแทนภาคกลาง ตัวอย่างการทำเกษตรในเมือง, ราชบุรี คือ ตัวแทนภาคตะวันตก เครือข่ายลุ่มน้ำแม่กลอง คนเมืองหลวงที่หันเหไปทำการเกษตร, อุดรธานี คือ ตัวแทนภาคอีสาน เครือข่ายลุ่มน้ำชี เป็นพื้นที่ลูกรัง และเป็นเกษตรกรโดยสายเลือด, และเชียงใหม่ คือ ตัวแทนภาคเหนือ ในพื้นที่ภูเขาและมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 2,000 คน โดยตลอดระยะเวลา 5 ปี ของการดำเนินโครงการฯ เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นทุกปีว่าศาสตร์พระราชาช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม และทำให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เชฟรอนจึงยังคงมุ่งมั่นจะสืบสานพระราชปณิธานต่อไป เพราะเหมาะสมกับบริบทสังคมไทยและตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน”  

“นอกจากนี้ เชฟรอนและพันธมิตรโครงการฯ ยังคงทำงานตลอดทั้งปี เพื่อขับเคลื่อนขยายผลโครงการฯ และเผยแพร่องค์ความรู้ตามแนวทางศาสตร์พระราชา ในอีก 2 โครงการหลัก ๆ คือ โครงการ ‘ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสักตามรอยพ่อ’ โดยร่วมมือกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติและสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ความรู้แก่ชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก ด้วยการจัดอบรมวิทยากรและพัฒนาแกนนำ รวมถึงบุคคลทั่วไปที่ให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ในเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการฝึกอาชีพเสริม พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้างอาคารเรียนและหอพักให้กับโรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัย ส่วนอีกโครงการ คือ จัดทำ ‘โครงการวิจัยการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย การติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม’ โดยร่วมมือกับศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สจล. (ITOKmitl) เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่ได้มีการออกแบบและปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ตามศาสตร์พระราชาด้านการจัดการดิน น้ำ และป่า ใน 3 พื้นที่ คือ จังหวัดลำปาง จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดตาก รวม 300 ไร่ ให้เป็นไปอย่างมีระบบและได้มาตรฐานทางวิชาการ สามารถนำฐานข้อมูลมาประมวลผลได้ครบทุกมิติ ทั้งมิติทางเศรษฐกิจ มิติทางสังคม และมิติทางสภาพแวดล้อม” นายอาทิตย์ กล่าวเสริม
 
ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. หนึ่งในภาคีเครือข่ายภาควิชาการ กล่าวว่า “การไปเอามื้อสามัคคีใน 4 พื้นที่ จะเห็นได้ว่า แต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกันกันอย่างชัดเจน ทั้งด้านสภาพดิน น้ำ อากาศ และสภาพภูมิสังคมโดยรอบ รวมถึงเจ้าของพื้นที่ต้นแบบเองก็มีอาชีพ และพื้นฐานทางการเกษตรที่แตกต่างกัน แต่ทุก ๆ พื้นที่สามารถใช้ศาสตร์พระราชาเข้าไปประยุกต์ เพื่อแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม เริ่มจากเป้าหมายแรกที่กรุงเทพฯ ณ แปลงเกษตรสาธิต สจล. ด้วยแนวคิด ‘เพลิน แอเรีย’ มาจากคำว่า PLAY+ LEARN คือ เล่นให้สนุกหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ และเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับการทำเกษตรในเมืองตามศาสตร์พระราชาแก่ประชาชน โดยอนาคตจะให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยของ สจล. และจัดอบรมระยะสั้น ๆ ด้วย ส่วนเป้าหมายที่ 2 คือ ไร่สุขกลางใจ ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ของครูสุขะชัย ออกแบบโดยใช้แนวคิด ‘คนเบื่อเมือง สู่วิถีกสิกรรมธรรมชาติ’ เนื่องจากกลุ่มลุ่มน้ำแม่กลองเป็นคนที่ทำมาหากินอยู่ในเมือง แต่เบื่อเมืองและอยากจะกลับสู่วิถีธรรมชาติ ครูสุขะชัยก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง โดยพื้นที่นี้ส่วนใหญ่เป็นดินทราย แต่แปลงด้านล่างมีป่ากักเก็บน้ำดี จึงออกแบบดึงน้ำจากป่ากลับไปบนที่สูง นอกจากนั้น จะพิสูจน์ด้วยการสร้างแหล่งอาหารในพื้นที่ดินทราย โดยฟื้นที่นาปลูกข้าวด้วยการหมักดองดิน ถ้าเราทำพื้นที่ตรงนี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างได้ ที่อื่นก็ฟื้นได้ และการที่เป็นครูทำให้มีทักษะถ่ายทอดความรู้ได้ดี สามารถสอนคนอื่นในแง่การฟื้นฟูพื้นที่ที่เสื่อมโทรมได้” 

“เป้าหมายที่ 3 คือที่นาข้าวดินปนหินของลุงแสวง เครือข่ายสภาคริสตจักรนาเรียง ต.ตาดทอง อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ใช้แนวคิด ‘การสร้างต้นแบบชาวบ้าน สู่ความร่วมมือ 7 ภาคี ด้วยพลังเอามื้อสามัคคี’ ซึ่งกลุ่มคริสตจักรนาเรียงมีความเข้มแข็งร่วมกันต่อสู้กับความแห้งแล้งของธรรมชาติด้วยศาสตร์พระราชาในการจัดการน้ำ จนพื้นที่เกษตรที่เขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์ และเป็นการนำเสนอ ‘คนต้นแบบ’ ในลุ่มน้ำชี ซึ่งการปลูกเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่นาเรียง ก็เป็นปัญหาส่วนใหญ่ ของอีสาน จึงออกแบบเพื่อเปลี่ยนกระบวนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ให้เป็นโคก หนอง นา โมเดล ด้วยทำเกษตรเชิงเดี่ยวแบบผสมผสาน พิสูจน์ให้เห็นว่า ผลผลิตที่ได้จากไร่นาผสมผสานกลับมากกว่ากว่าพืชเชิงเดี่ยวเสียอีก ตรงนี้ก็จะค่อย ๆ แก้ปัญหาได้ และเป้าหมายสุดท้าย คือ ที่ศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราช ดำริ (บวร.) วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม จ.เชียงใหม่ มีแนวคิด ‘การต่อยอดสร้างพื้นที่ต้นแบบหลุมขนมครกบนพื้นที่สูง คนอยู่  ป่ายัง อย่างยั่งยืน’ โดยสร้างต้นแบบบนพื้นที่สูงขนาด 5 ไร่ เพราะเดิมชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวปกาเกอะญอ ใช้พื้นที่หลายแปลงในการทำไร่หมุนเวียน แต่ปัจจุบันถูกจำกัดให้มีพื้นที่เหลือเพียงแปลงเดียว จึงต้องออกแบบเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าบนพื้นที่จำกัดก็สามารถทำให้ครอบครัวพอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น ให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน และแก้ปัญหารุกล้ำพื้นที่ป่า ทั้งนี้ การออกแบบพื้นที่โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. ต้องคำนึงถึงความพร้อมของเจ้าของพื้นที่ ต้องมีความมุ่งมั่นทำตามศาสตร์พระราชาอย่างไม่ย่อท้อ มีความคิดริเริ่มและลงมือทำด้วยตนเองโดยไม่รอความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีความยากลำบากแตกต่างกัน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาได้จริง และการนำเสนอตัวอย่างความสำเร็จในพื้นที่ต่าง ๆ นี้ จะทำให้เกิดการรับรู้และขยายผลมากยิ่งขึ้น” ผศ.พิเชฐ กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ผศ.ดร.มลฑล แก่นมณี คณบดี คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. “ต้นแบบ” พื้นที่เอามื้อสามัคคีในเมือง กล่าวว่า “สจล. ได้ร่วมดำเนินงานกับโครงการฯ ตั้งแต่ปีที่ 3 พ.ศ. 2558 โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทในการออกแบบการใช้พื้นที่และการกักเก็บน้ำตามแนวคิด ‘โคก หนอง นา โมเดล’ และตามสภาพภูมิสังคมให้กับประชาชนผู้สนใจ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก จนเกิดโครงการการจัดอบรมคณาจารย์และนักศึกษาของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ทั้ง 18 สถาบัน เพื่อขยายเครือข่ายภาควิชาการที่มีศักยภาพในการให้บริการประชาชนที่สนใจในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ สำหรับโครงการฯ ในปีที่ 5 นี้ สจล.ได้นำพื้นที่กสิกรรมแปลงเกษตรสาธิตของคณะเทคโนโลยีการเกษตรขนาด 4 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มน้ำขัง ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวอุ้มน้ำ ไม่สามารถปลูกอะไรได้ดีนัก มาออกแบบและปรับปรุงตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ และแนวทางศาสตร์พระราชา อาทิ ขุดคลองไส้ไก่ ปั้นหัวคันนาทองคำ การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ห่มฟางบำรุงดิน เพาะกล้าไม้ ทำระเบิดจุลินทรีย์ทำปุ๋ยหมัก และทำแปลงผักปลอดสารพิษ พื้นที่แห่งนี้ก็จะเป็นสถานที่เรียนรู้สำหรับนักเรียน นักศึกษาและผู้ที่สนใจ พร้อมทั้งรวมรวบองค์ความรู้ในสหวิทยาการด้านเทคโนโลยีการเกษตร การแปรรูปเพื่ออุตสาหกรรมการเกษตร และการออกแบบพื้นที่ รวมถึงสร้างสุทรียะให้คนที่เข้ามาชมด้วย” 

ด้าน ครูสุขะชัย ศุภศิริ แห่งไร่สุขกลางใจ ต.ป่าหวาย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี “ต้นแบบ” เครือข่ายลุ่มน้ำแม่กลอง กล่าวว่า “ซื้อที่ดิน 32 ไร่ผืนแรกเพื่อสานฝันคุณพ่อที่อยากเป็นเกษตรกร เริ่มปลูกไม้ผลก่อน แต่ก็ตายหมด จึงเน้นการสร้างป่าด้วยพันธุ์ไม้หลายประเภท เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ จากนั้นก็ซื้อแปลงที่ 2 จำนวน 23 ไร่ เพื่อทำตามความฝันของตัวเอง เป็นพื้นที่อยู่ท่ามกลางเกษตรเชิงเดี่ยว ทำให้สภาพดินเสียปนเปื้อนสารเคมี หลังจากได้เข้าอบรมความรู้เรื่องศาสตร์พระราชา ผมจึงอยากพิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นว่าศาสตร์พระราชาสามารถพลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตอาหารได้ ตั้งใจจะทำนาบนพื้นที่นี้ โดยได้รับคำแนะนำในการออกแบบพื้นที่จาก ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล ซึ่งในอนาคตหลังเกษียณอายุราชการ และจะกลับมาสร้างศูนย์เรียนรู้ชีวิตให้กับชาวบ้านและเด็ก ๆ ในชุมชน และจะขอเป็นครูตลอดชีวิตทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน” 

ด้านนายแสวง ศรีธรรมบุตร หรือลุงแสวงผู้มั่งคั่ง เครือข่ายคริสตจักรนาเรียง บ้านนาเรียง ต.ตาดทอง อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี "ต้นแบบ" เครือข่ายลุ่มน้ำชี  กล่าวว่า “ผมเคยหมดหวังกับที่ดินของตัวเอง เพราะเป็นดินลูกรัง ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ประกาศขายที่ราคาถูกก็ไม่มีใครซื้อ จึงไปอบรมเรื่องศาสตร์พระราชาที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง พอดีมีคนต้องการดินลูกรังเพื่อไปทำถนน เลยให้เขาขุดดินไปฟรี ๆ แลกกับขุดบ่อน้ำให้ 9 บ่อ เพราะแต่ก่อนไม่รู้ว่าต้องเก็บน้ำอย่างไร เวลาฝนตกได้แต่มองดูน้ำไหลไปหมดภายในเวลาแค่ 30 นาที หลังจากนั้นเริ่มทำตามศาสตร์พระราชา ใช้เวลาแค่ปีกว่าจากผืนดินที่เป็นหินปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น สามารถปลูกพืชผักผลไม้ได้อุดมสมบูรณ์ มีปลาเต็มบ่อ ที่สำคัญครอบครัวได้กลับมาอยู่อย่างพร้อมหน้าเป็นครอบครัวที่อบอุ่นอีกครั้ง และในอนาคตพื้นที่แห่งนี้จะพัฒนาเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาการเกษตร เพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้ให้แก่ผู้สนใจต่อไป”

ด้านพระวีระยุทธ์ อภิวีโร (ครูบาจ๊อก) วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม บ.อมลอง ต.แม่สาบ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ผู้นำหลักแนวความคิด “บวร” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้ โดยเริ่มจากวัดเข้มแข็งก่อน จึงชวนชาวบ้านมาตั้งเป็นศูนย์ฯ ชวนราชการ มหาวิทยาลัย โรงเรียนมาเรียนรู้ร่วมกันเพื่อเผยแพร่ศาสตร์พระราชา พระนักพัฒนา กล่าวว่า “ในปี 2551 วัดเริ่มนำศาสตร์พระราชามาใช้แก้ปัญหาปากท้องและปลดหนี้ของชาวบ้านที่เกิดจากการปลูกสตรอเบอร์รี่แล้วตายหมดทั้งหมู่บ้าน ก็มีเอกชนและหน่วยงานต่าง ๆ สนใจ ลงมาดูพื้นที่ทำวิจัยร่วมกันเพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี ประกอบกับได้นำความรู้จากการอบรมที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องและอีกหลาย ๆ ที่มาใช้ เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน จนชาวบ้านเริ่มปลดหนี้ได้ เมื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็มาทำเรื่องการศึกษาพอเพียง ทำโรงเรียนเพื่อให้ชาวบ้านอยู่รอดในพื้นที่ของเขา ตอนนี้ชุมชนเป็นพึ่งพาให้กับหมู่บ้านอื่นจาก 1 เป็น 20 หมู่บ้านแล้ว นอกจากนี้ยังจัดตั้ง ‘ศูนย์ราษฎร’ หรือ ‘ศูนย์ของชาวบ้าน’ ให้ชุมชนลุกขึ้นมาบริหารจัดการกันเองทุกเรื่อง ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนใน 10 ปีที่ทำมา ได้แก่ ป่าฟื้นกลับมา มีน้ำใช้ตลอดปี ดินมีชีวิตปลูกอะไรก็งอกงาม ชาวบ้านมีรายได้ สามารถปลดหนี้ได้”

อนึ่ง งานสรุปผลโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปี 5 เปิดโอกาสให้คนเมืองได้เข้าร่วมกิจกรรมฟรี ในระหว่างวันเสาร์ที่ 9 – วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2560 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ แกรนด์ ฮอลล์ ชั้น G ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ พร้อมชมนิทรรศการตัวอย่างความสำเร็จของบุคคลต้นแบบ และร่วมสนุกกับกิจกรรมสาธิตในวิถีเกษตรอินทรีย์และการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อการพึ่งตนเอง  นอกจากนั้น ยังมีผลิตผลจากเครือข่ายเกษตรกรในโครงการกว่า 40 ร้านค้า มาให้ชิมและช็อปกันอย่างจุใจ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน”